คะน้าผักมหัศจรรย์พูดถึงคะน้าแล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะคนไทยเรานิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลาย คะน้าเป็นผักที่หาซื้อได้ง่าย มีให้บริโภคตลอดทั้งปี แต่ในช่วงฤดูหนาว จะอวบอิ่ม หวาน กรอบกว่าในฤดูร้อน คะน้าที่ปลูกกันในบ้านเรา ได้แก่ พันธุ์คะน้าจีน ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ คืน คะน้าใบกลม จะมีลักษณะลำต้นอวบใหญ่ ก้านเล็ก ใบกลมหนา คะน้าใบแหลม จะมีลักษณะใบแคบกว่าคะน้าใบกลม และมีปลายใบแหลม คะน้ายอดหรือคะน้าก้าน มีลำต้นอวบใหญ่ แต่ใบแหลมและก้านใหญ่ จำนวนใบต่อต้นน้อยกว่าคะน้าใบแหลม คุณทราบหรือไม่ว่าการรับประทานคะน้า 1 ถ้วยตวง จะได้รับแคลเซียมพอๆกับการดื่มนม 1 แก้วเลยทีเดียว นอกจากนั้นคะน้ายังเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอีกด้วย คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า แคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก ถ้าขาดแคลเซียมจะเป็นโรคกระดูกอ่อน ส่วนวิตามินซีสามารถช่วยบำรุงเหงือก ฟัน สร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย ทำให้ผนังเส้นเลือดแข็งแรง บาดแผลหายเร็ว และยังช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กอีกด้วย ทราบสรรพคุณกันขนาดนี้แล้ว ก็อย่าลืมบริโภคคะน้ากันนะ(แต่อย่าลืมล้างน้ำหลายๆ ครั้งให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะต้นคะน้าสามารถดูดซึมยาฆ่าแมลงได้ดี )
ผักคะน้าผัดตับ
ผักคะน้าต้นใหญ่ผัดกับตับหมูปรุงรสด้วยซอสและน้ำมันหอย
-ตับหมู100กรัม
-ผักคะน้าต้นใหญ่2ต้น
-ซอสปรุงรส1ช้อนโต๊ะ
-น้ำมันหอย1ช้อนโต๊ะ
-น้ำปลา1/2ช้อนโต๊ะ
-น้ำซุป3ช้อนโต๊ะ
-น้ำมัน3ช้อนโต๊ะ
1. ล้างผักคะน้า ปอกเปลือกส่วนแข็งของลำต้นออก หั่นตามขวางขนาด 2 นิ้ว
2. ล้างตับหมู หั่นชิ้นพอคำ
3. ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่ผักคะน้า ใส่น้ำซุป ตับ
4. ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส น้ำมันหอย น้ำปลา ผัดพอตับสุก อย่าผัดให้นานเพราะจะทำให้ตับแข็ง ไม่อร่อย
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2551
จัดอันดับคะแนนสูง-ต่ำของคณะ"วิศวะฯ"ในช่วงที่ผ่านมา และภาควิชาที่โดดเด่น
คะแนนโดยภาพรวมๆของทั้งมหาวิทยาลัย (บางมหาวิทยาลัยแบ่งเป็นสาขา) และภาควิชาที่ดังของแต่ละมหาวิทยาลัยอันดับ 1 จุฬลากงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมปิโตรเลียม,วิศวกรรมเคมี,วิศวกรรมโลหะการ,วิศวกรรมไฟฟ้า
==>วิศวะจุฬา สาขาที่ดังๆของที่นี่เกือบจะทุกสาขา แต่ที่โดดเด่นกว่าสถาบันอื่นก็คือ วิศวกรรมปิโตรเลียม,วิศวกรรเคมี แต่หลายภาควิชาก็ถือว่าเป็นภาควิชาที่ดีเกือบจะทุกภาควิชา ด้วยคะแนนอันสูงลิบลิ่ว จุฬาจึงได้ชื่อว่ามีแต่หัวกระทิทั้งนั้น และด้วยคะแนนสอบเข้าที่1ของประเทศเกือบทุกปีแทนที่จะเป็นแพทยศาสตร์แต่กลับเป็นคณะวิศวะของที่นี่อันดับ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์,วิศวกรรมเครื่องกล,วิศวกรรมอุตสาหการ,วิศวกรรมเคมี,วิศวกรรมการบิน
==>ส่วนของเกษตรฯ ที่โดดเด่นและดังที่สุดทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคือทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ ชื่อเสียงที่ดังไปถึงระดับโลกแล้ว ด้วยการชนะเลิศระดับเวิลด์แชมเยนชิพ และที่อดพูดถึงไม่ได้ของเกษตรอีกภาควิชาหนึ่งก็คือวิศวกรรมเคมีซึ่งภาควิชานี้มีเกรดเลือกภาคเป็นอันดับ2รองภาคคอมพิวเตอร์ และเป็นภาควิชาที่มีอาจารย์ที่จบปริญญาเอก 100% และมีผลงานวิจัยที่โดดเด่น คณะวิศวะที่นี่จึงเป็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว และอีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเกษตรคือเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยนับว่าทันสมัยที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ด้วยคะแนนสอบเข้าเป็นอันดับ2รองจากจุฬาเท่านั้นแม้กระทั่งภาคพิเศษของที่นี่คะแนนก็สูงกว่าวิศวะของมหาวิทยาลัยรัฐบาลอีกหลายที่ จึงแสดงให้เห็นแล้วว่าเกษตรศาสตร์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสถาบันทางด้านวิศวกรรมอันดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียวอันดับ 3 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบังภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมไฟฟ้า(กลุ่มไฟฟ้าทั้งหมด) วิศวกรรมเคมี
==>ที่โดดเด่นที่สุดและนับว่าดังที่สุดในประเทศไทยก็เห็นจะเป็น วิศวกรรมไฟฟ้า ที่นับว่าเป็นหน้าเป็นตาของที่นี่ แม้คะแนนสอบเข้าไม่สูงนัก แต่ด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพทำให้ภาควิชานี้เป็นภาควิชาชั้นนำของประเทศ อดพูดถึงไม่ได้อีกภาควิชาหนึ่งคือภาควิชาวิศวกรรมเคมี ที่คะแนนสอบเข้าสูงลิบลิ่วพอๆกับของวิศวะฯม.เกษตร ทำให้ภาควิชานี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ผลงานทางวิชาการจะยังโดดเด่นน้อยกว่าของบางมดและเกษตรอยู่แต่ถือว่าภาควิชานี้เป็นภาควิชาที่ดีภาควิชาหนึ่งแนะเป็นที่น่าสนใจอย่างมากอันดับ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรีภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเคมี
=>ถ้าพูดถึงบางมดแล้วในช่วงสมัยหลายปีก่อนทุกคนจะอดนึกถึงโยธาของที่นี่ไม่ได้ ด้วยผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาบุคคลทั่วไป การคมนาคมต่างๆ วิศวกรของที่นี่เป็นแกนหลักๆและมีส่วนร่วมในโครงการใหญ่ๆมากมาย อีกภาควิชาหนึ่งก็คือวิศวกรรมเคมี ของที่นี่นับว่ามีชื่อเสียงที่สุดในขณะนี้ อาจเป็นเพราะบุคคลากรที่มีคุณภาพทางวิศวกรรมเคมีมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าวิศวกรเคมีของที่นี่เป็นวิศวกรที่มีคุณภาพอันดับต้นๆของเมืองไทย และด้วยคะแนนสอบเข้าไม่สูงมากนัก บางมดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกรอันดับ 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมเครื่องกล
=>ถ้าพูดถึงเรื่องหุ่นยนต์ และเครื่องกลแล้ว ทุกคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเครื่องกลของที่นี่โดดเด่นอย่างมากในระดับโลก สามารถกวาดรางวัลในเวทีต่างๆมากมาย มีอาจารย์ที่มีคุณภาพทางด้านนี้เป็นอย่างมาก แม้คะแนนสอบเข้าไม่สูงจึงทำให้ที่นี่เป็นที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากเป็นวิศวกรยังมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และวิศวะที่เคยดังในอดีตมาช้านาน ปัจจุบันคณะวิศวะของที่นั่นก็ยังน่าสนใจอยู่ คือ ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ขอนแก่นสรุปโดยภาพรวมภาควิชาที่ดังแต่ละที่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์=>เกษตรวิศวกรรมเคมี =>บางมดวิศวกรรมไฟฟ้า สื่อสาร โทรคมนาคม=>ลาดกระบังวิศวกรรมปิโตรเลียม=>จุฬาวิศวกรรมเครื่องกล=>พระนครเหนือวิศวกรรมโยธา=>บางมดวิศวกรรมการบินและอวกาศ=>เกษตรวิศวกรรมอุสาหการ=>เกษตรวิศกรรมด้านวัสดุ โลหการ =>จุฬาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม=>
==>วิศวะจุฬา สาขาที่ดังๆของที่นี่เกือบจะทุกสาขา แต่ที่โดดเด่นกว่าสถาบันอื่นก็คือ วิศวกรรมปิโตรเลียม,วิศวกรรเคมี แต่หลายภาควิชาก็ถือว่าเป็นภาควิชาที่ดีเกือบจะทุกภาควิชา ด้วยคะแนนอันสูงลิบลิ่ว จุฬาจึงได้ชื่อว่ามีแต่หัวกระทิทั้งนั้น และด้วยคะแนนสอบเข้าที่1ของประเทศเกือบทุกปีแทนที่จะเป็นแพทยศาสตร์แต่กลับเป็นคณะวิศวะของที่นี่อันดับ 2 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์,วิศวกรรมเครื่องกล,วิศวกรรมอุตสาหการ,วิศวกรรมเคมี,วิศวกรรมการบิน
==>ส่วนของเกษตรฯ ที่โดดเด่นและดังที่สุดทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าคือทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ ชื่อเสียงที่ดังไปถึงระดับโลกแล้ว ด้วยการชนะเลิศระดับเวิลด์แชมเยนชิพ และที่อดพูดถึงไม่ได้ของเกษตรอีกภาควิชาหนึ่งก็คือวิศวกรรมเคมีซึ่งภาควิชานี้มีเกรดเลือกภาคเป็นอันดับ2รองภาคคอมพิวเตอร์ และเป็นภาควิชาที่มีอาจารย์ที่จบปริญญาเอก 100% และมีผลงานวิจัยที่โดดเด่น คณะวิศวะที่นี่จึงเป็นที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว และอีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเกษตรคือเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยนับว่าทันสมัยที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ด้วยคะแนนสอบเข้าเป็นอันดับ2รองจากจุฬาเท่านั้นแม้กระทั่งภาคพิเศษของที่นี่คะแนนก็สูงกว่าวิศวะของมหาวิทยาลัยรัฐบาลอีกหลายที่ จึงแสดงให้เห็นแล้วว่าเกษตรศาสตร์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสถาบันทางด้านวิศวกรรมอันดับต้นๆของประเทศเลยทีเดียวอันดับ 3 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบังภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมไฟฟ้า(กลุ่มไฟฟ้าทั้งหมด) วิศวกรรมเคมี
==>ที่โดดเด่นที่สุดและนับว่าดังที่สุดในประเทศไทยก็เห็นจะเป็น วิศวกรรมไฟฟ้า ที่นับว่าเป็นหน้าเป็นตาของที่นี่ แม้คะแนนสอบเข้าไม่สูงนัก แต่ด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพทำให้ภาควิชานี้เป็นภาควิชาชั้นนำของประเทศ อดพูดถึงไม่ได้อีกภาควิชาหนึ่งคือภาควิชาวิศวกรรมเคมี ที่คะแนนสอบเข้าสูงลิบลิ่วพอๆกับของวิศวะฯม.เกษตร ทำให้ภาควิชานี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ผลงานทางวิชาการจะยังโดดเด่นน้อยกว่าของบางมดและเกษตรอยู่แต่ถือว่าภาควิชานี้เป็นภาควิชาที่ดีภาควิชาหนึ่งแนะเป็นที่น่าสนใจอย่างมากอันดับ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรีภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเคมี
=>ถ้าพูดถึงบางมดแล้วในช่วงสมัยหลายปีก่อนทุกคนจะอดนึกถึงโยธาของที่นี่ไม่ได้ ด้วยผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาบุคคลทั่วไป การคมนาคมต่างๆ วิศวกรของที่นี่เป็นแกนหลักๆและมีส่วนร่วมในโครงการใหญ่ๆมากมาย อีกภาควิชาหนึ่งก็คือวิศวกรรมเคมี ของที่นี่นับว่ามีชื่อเสียงที่สุดในขณะนี้ อาจเป็นเพราะบุคคลากรที่มีคุณภาพทางวิศวกรรมเคมีมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าวิศวกรเคมีของที่นี่เป็นวิศวกรที่มีคุณภาพอันดับต้นๆของเมืองไทย และด้วยคะแนนสอบเข้าไม่สูงมากนัก บางมดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ใฝ่ฝันจะเป็นวิศวกรอันดับ 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือภาควิชาที่ดังของที่นี่ วิศวกรรมเครื่องกล
=>ถ้าพูดถึงเรื่องหุ่นยนต์ และเครื่องกลแล้ว ทุกคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเครื่องกลของที่นี่โดดเด่นอย่างมากในระดับโลก สามารถกวาดรางวัลในเวทีต่างๆมากมาย มีอาจารย์ที่มีคุณภาพทางด้านนี้เป็นอย่างมาก แม้คะแนนสอบเข้าไม่สูงจึงทำให้ที่นี่เป็นที่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากเป็นวิศวกรยังมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และวิศวะที่เคยดังในอดีตมาช้านาน ปัจจุบันคณะวิศวะของที่นั่นก็ยังน่าสนใจอยู่ คือ ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ขอนแก่นสรุปโดยภาพรวมภาควิชาที่ดังแต่ละที่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์=>เกษตรวิศวกรรมเคมี =>บางมดวิศวกรรมไฟฟ้า สื่อสาร โทรคมนาคม=>ลาดกระบังวิศวกรรมปิโตรเลียม=>จุฬาวิศวกรรมเครื่องกล=>พระนครเหนือวิศวกรรมโยธา=>บางมดวิศวกรรมการบินและอวกาศ=>เกษตรวิศวกรรมอุสาหการ=>เกษตรวิศกรรมด้านวัสดุ โลหการ =>จุฬาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม=>
วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2551
LES PRONOMS PERSONNELS : Le pronom "y" [คำสรรพนาม]
Le pronom "y"
Le pronom "y"
หน้าที่ :
1.ใช้แทนคำนามที่นำหน้าด้วยบุพบทต่างๆ (ยกเว้นบุพบท "de") เพื่อบอกสถานที่
- Tu vas à Bangkok ? Non, je n' y vais pas.
- Tu étudies dans cette école ? Oui, j' y étudies depuis 3 ans.
- Il met toujours ses documents sur le bureau ? Oui, il y met toujours ses documents.
1.ใช้แทนคำนามที่นำหน้าด้วยบุพบทต่างๆ (ยกเว้นบุพบท "de") เพื่อบอกสถานที่
- Tu vas à Bangkok ? Non, je n' y vais pas.
- Tu étudies dans cette école ? Oui, j' y étudies depuis 3 ans.
- Il met toujours ses documents sur le bureau ? Oui, il y met toujours ses documents.
ระวัง : - Tu iras à Bangkok demain ? Oui, j' irai. [สำหรับ verbe "aller" ในรูป futur simple
และ conditionnel จะไม่มีการแทนที่ ... ด้วยเหตุผลในเรื่องของการออกเสียง]
และ conditionnel จะไม่มีการแทนที่ ... ด้วยเหตุผลในเรื่องของการออกเสียง]
2. ใช้แทนคำนามที่เป็นสิ่งของนำหน้าด้วยบุพบท "à" หรือคำนามหรือส่วนของประโยค
ซึ่งมีโครงสร้างคำกริยาที่มีบุพบท "à" ประกอบ
- Tu penses à tes études ? Oui, j' y pense.
- Vous jouez aux cartes ? Oui, nous y jouons.
ซึ่งมีโครงสร้างคำกริยาที่มีบุพบท "à" ประกอบ
- Tu penses à tes études ? Oui, j' y pense.
- Vous jouez aux cartes ? Oui, nous y jouons.
สำหรับคำนามที่เป็นบุคคล ใช้ "à" ตามด้วย สรรพนามที่ใช้ตามหลังบุพบท (pronom tonique) หรือใช้
สำหรับคำนามที่เป็นบุคคล ใช้ "à" ตามด้วย สรรพนามที่ใช้ตามหลังบุพบท (pronom tonique) หรือใช้
สรรพนามที่ใช้แทนกรรมรอง (pronom complément d' objet indirect) วางไว้หน้าคำกริยา
สรรพนามที่ใช้แทนกรรมรอง (pronom complément d' objet indirect) วางไว้หน้าคำกริยา
- Je pense à ma mère. Je pense à elle tous les jours.
- Tu t' opposes à tes collègues ? Oui, je m' opposes à eux.
- Tu parles à Isabelle ? Oui, je lui parle.
- Elle téléphone à ses parents tous les jours ? Oui, elle leur téléphone tous les jours.
- Tu t' opposes à tes collègues ? Oui, je m' opposes à eux.
- Tu parles à Isabelle ? Oui, je lui parle.
- Elle téléphone à ses parents tous les jours ? Oui, elle leur téléphone tous les jours.
สำนวนบางสำนวนที่ใช้กับ "y"
- Ça y est ! J' ai été reçu(e) à l' examen d' entrée. (สำเร็จแล้ว ! ฉันสอบเอนทรานซ์ได้แล้ว !)
- Je n' y peux rien pour vous ! (ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้ !)
- Ne t' inquiète pas pour lui; il va s' y faire vite. (ไม่ต้องกังวลเรื่องเขาหรอก เขาจะคุ้นเคยได้เร็ว)
- Ça y est ! J' ai été reçu(e) à l' examen d' entrée. (สำเร็จแล้ว ! ฉันสอบเอนทรานซ์ได้แล้ว !)
- Je n' y peux rien pour vous ! (ฉันช่วยอะไรคุณไม่ได้ !)
- Ne t' inquiète pas pour lui; il va s' y faire vite. (ไม่ต้องกังวลเรื่องเขาหรอก เขาจะคุ้นเคยได้เร็ว)
ตำแหน่ง (place) : เช่นเดียวกับสรรพนามอื่นๆ "y" จะวางไว้หน้าคำกริยา :
- Tu participes aux jeux ? Oui, j' y participe.
- Tu vas souvent au grand magasin ? Non, je n' y vais pas souvent.
- Tu participes aux jeux ? Oui, j' y participe.
- Tu vas souvent au grand magasin ? Non, je n' y vais pas souvent.
ยกเว้น ในประโยคคำสั่งบอกเล่า "y" จะวางไว้หลังกริยา :
- Allons au restaurant ! Allons-y !
- Allons au restaurant ! Allons-y !
ระวัง : - Va tout de suite à l' école. Vas-y tout de suite ! [คืน "s" ให้กับรูปคำสั่งบุรุษที่ 2 เอกพจน์
By
วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551
ลำดับพระบรมวงศานุวงศ์...ในรัชกาลปัจจุบัน

ลำดับที่ 1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ลำดับที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ลำดับที่ 3 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ลำดับที่ 4 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี
ลำดับที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ลำดับที่ 6 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
ลำดับที่ 7 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
พระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" เป็นพระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล (สมเด็จพระบรมราชชนนี) ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" ในสมัยรัชกาลที่ 8 เป็นที่ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า" และได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อทำการสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ จนกระทั่งในรัชกาลปัจจุบันจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคืนฐานันดรศักดิ์ ลำดับที่ 8 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
พระนามเดิมว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ" เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับ กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อมาได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทำการสมรส ลำดับที่ 9 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
สกุลเดิม "อัครพงศ์ปรีชา" อภิเสกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาเมื่อมีพระประสูติกาลพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ลำดับที่ 10 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
พระนามเดิมว่า "หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร" เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี ยุคล อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และได้รับสถาปนาให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2534 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามเป็น "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ" ลำดับที่ 11 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดามาตุ มีศักดิ์เป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลปัจจุบัน ลำดับที่ 12 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
ทรงมีพระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล" เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับนางสุจาริณี วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 13 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา
ลำดับที่ 14 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์
ลำดับที่ 15 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์ ปัจจุบันประทับอยู่กับพระบิดาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ลำดับที่ 16 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร
ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธินฤมล มีศักดิ์เป็นพระหลานเธอในรัชกาลที่ 5
ลำดับที่ 17 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลปัจจุบัน
ราชสกุล "มหิดล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
หม่อมเจ้าจุฑาวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมวัชเรศร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าจักรีวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าวัชรวีร์ (มหิดล) วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 18 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 4**
(ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "จิตรพงศ์" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
หม่อมเจ้าหญิงกรณิกา จิตรพงศ์ ราชสกุล "ชยางกูร" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป
หม่อมเจ้าวราชัย ชยางกูร (2470 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าเวียงวัฒนา ชยางกูร (2467 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าอุทัยเที่ยง ชยางกูร (2473 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าจรูญฤทธิเดช ชยางกูร (2475 - ปัจจุบัน) ***
ราชสกุล "ดิศกุล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตรพิมล ดิศกุล
ลำดับที่ 19 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "กิติยากร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระจันทรบุรีนฤนาท
หม่อมเจ้าวินิตา กิติยากร
หม่อมเจ้าสุวนิต กิติยากร
หม่อมเจ้ากิตติปียา กิติยากร
ราชสกุล "ระพีพัฒน์" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
หม่อมเจ้าวิพันธุ์ไพโรจน์ ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าดวงทิพโชติแจ้งหล้า ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าทิตยาทรงกลด ระพีพัฒน์
ราชสกุล "ฉัตรชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
หม่อมเจ้าภัทรลดา (ฉัตรชัย) ดิศกุล
หม่อมเจ้าสุรฉัตร ฉัตรชัย
หม่อมเจ้าชายทิพยฉัตร ฉัตรชัย
ราชสกุล "วุฒิชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิสวาท วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิวิฑูร วุฒิชัย
ลำดับที่ 20 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระนัดดาในกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ
ราชสกุล "รัชนี" พระโอรสธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
หม่อมเจ้าหญิงศะศิธรพัฒนวดี รัชนี
หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ลำดับที่ 21 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระราชปนัดดาในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "บริพัตร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิ์พินิต
หม่อมเจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี บริพัตร
ราชสกุล "ยุคล"
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
หม่อมเจ้าชายภูริพันธ์ ยุคล
หม่อมเจ้าชายนวพรรษ์ ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงภาณุมา ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร
หม่อมเจ้าชายมงคลเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายเฉลิมสุข ยุคล
หม่อมเจ้าชายฑิฆัมพร ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
หม่อมเจ้าชายจุลเจิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงปัทมนรังษี ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงมาลิณีมงคล ยุคล
คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น****
พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คุณสิริกิติยา เจนเซ่น****
พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร
นามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงพันธุ์สวลี กิติยากร" พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2499 เป็นพระมารดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ มีศักดิ์เป็นพระราชภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายสินธู ศรสงคราม
สามีท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสมรส เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516
ร้อยโทจิทัส ศรสงคราม
บุตรชายของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม กับนายสินธู ศรสงคราม มีศักดิ์เป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ลำดับที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ลำดับที่ 3 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ลำดับที่ 4 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี
ลำดับที่ 5 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ลำดับที่ 6 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี
ลำดับที่ 7 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
พระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" เป็นพระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระบรมราชชนก) กับหม่อมสังวาลย์ มหิดล (สมเด็จพระบรมราชชนนี) ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา" ในสมัยรัชกาลที่ 8 เป็นที่ "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า" และได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์ เพื่อทำการสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ จนกระทั่งในรัชกาลปัจจุบันจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคืนฐานันดรศักดิ์ ลำดับที่ 8 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
พระนามเดิมว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ" เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับ กับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต่อมาได้กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อทำการสมรส ลำดับที่ 9 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
สกุลเดิม "อัครพงศ์ปรีชา" อภิเสกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาเมื่อมีพระประสูติกาลพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2548 ลำดับที่ 10 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
พระนามเดิมว่า "หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร" เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร กับท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี ยุคล อภิเษกสมรสกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และได้รับสถาปนาให้ดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2520 ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2534 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามเป็น "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ" ลำดับที่ 11 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดามาตุ มีศักดิ์เป็นพระเจ้าหลานเธอพระองค์ใหญ่ในรัชกาลปัจจุบัน ลำดับที่ 12 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์
ทรงมีพระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าสิริวัณวรี มหิดล" เป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับนางสุจาริณี วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 13 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ
ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา
ลำดับที่ 14 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์
ลำดับที่ 15 พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กับนาวาอากาศเอกวีรยุทธ ดิษยศรินทร์ ปัจจุบันประทับอยู่กับพระบิดาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ลำดับที่ 16 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิมลฉัตร
ทรงเป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน กับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประภาวสิทธินฤมล มีศักดิ์เป็นพระหลานเธอในรัชกาลที่ 5
ลำดับที่ 17 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลปัจจุบัน
ราชสกุล "มหิดล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
หม่อมเจ้าจุฑาวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมวัชเรศร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าจักรีวัชร (มหิดล) วิวัชรวงศ์
หม่อมเจ้าวัชรวีร์ (มหิดล) วิวัชรวงศ์
ลำดับที่ 18 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 4**
(ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "จิตรพงศ์" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์
หม่อมเจ้าหญิงกรณิกา จิตรพงศ์ ราชสกุล "ชยางกูร" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป
หม่อมเจ้าวราชัย ชยางกูร (2470 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าเวียงวัฒนา ชยางกูร (2467 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าอุทัยเที่ยง ชยางกูร (2473 - ปัจจุบัน) ***
หม่อมเจ้าจรูญฤทธิเดช ชยางกูร (2475 - ปัจจุบัน) ***
ราชสกุล "ดิศกุล" พระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 4 กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
หม่อมเจ้าหญิงกฤษณาพักตรพิมล ดิศกุล
ลำดับที่ 19 หม่อมเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "กิติยากร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระจันทรบุรีนฤนาท
หม่อมเจ้าวินิตา กิติยากร
หม่อมเจ้าสุวนิต กิติยากร
หม่อมเจ้ากิตติปียา กิติยากร
ราชสกุล "ระพีพัฒน์" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์
หม่อมเจ้าวิพันธุ์ไพโรจน์ ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าดวงทิพโชติแจ้งหล้า ระพีพัฒน์
หม่อมเจ้าทิตยาทรงกลด ระพีพัฒน์
ราชสกุล "ฉัตรชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน
หม่อมเจ้าภัทรลดา (ฉัตรชัย) ดิศกุล
หม่อมเจ้าสุรฉัตร ฉัตรชัย
หม่อมเจ้าชายทิพยฉัตร ฉัตรชัย
ราชสกุล "วุฒิชัย" พระโอรสธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น 5 กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิสวาท วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิเฉลิม วุฒิชัย
หม่อมเจ้าหญิงวุฒิวิฑูร วุฒิชัย
ลำดับที่ 20 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระนัดดาในกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ
ราชสกุล "รัชนี" พระโอรสธิดาในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
หม่อมเจ้าหญิงศะศิธรพัฒนวดี รัชนี
หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ลำดับที่ 21 หม่อมเจ้าซึ่งเป็นพระราชปนัดดาในรัชกาลที่ 5** (ทรงพระดำเนินตามศักดิ์ของพระบิดา และเรียงตามพระชันษา)
ราชสกุล "บริพัตร" พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิ์พินิต
หม่อมเจ้าหญิงสุขุมาลมารศรี บริพัตร
ราชสกุล "ยุคล"
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล
หม่อมเจ้าชายภูริพันธ์ ยุคล
หม่อมเจ้าชายนวพรรษ์ ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงภาณุมา ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร
หม่อมเจ้าชายมงคลเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายเฉลิมสุข ยุคล
หม่อมเจ้าชายฑิฆัมพร ยุคล
พระโอรสธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ
หม่อมเจ้าชายจุลเจิม ยุคล
หม่อมเจ้าชายชาตรีเฉลิม ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงปัทมนรังษี ยุคล
หม่อมเจ้าหญิงมาลิณีมงคล ยุคล
คุณพลอยไพลิน เจนเซ่น****
พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คุณสิริกิติยา เจนเซ่น****
พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ กับนายปีเตอร์ เจนเซ่น มีศักดิ์เป็นหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร
นามเดิมว่า "หม่อมเจ้าหญิงพันธุ์สวลี กิติยากร" พระธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล กราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์เพื่อสมรสกับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2499 เป็นพระมารดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ มีศักดิ์เป็นพระราชภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายสินธู ศรสงคราม
สามีท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานสมรส เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2516
ร้อยโทจิทัส ศรสงคราม
บุตรชายของท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม กับนายสินธู ศรสงคราม มีศักดิ์เป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2551
Tournesol

Le tournesol, ou grand soleil, mot emprunté à l'italien girasole, qui tourne avec le soleil, est une grande plante annuelle, appartenant à la famille des Astéracées (Composées), dont les fleurs sont groupées en capitules de grandes dimensions. Cette plante est très cultivée pour ses graines riches en huile (environ 40 % de leur composition) alimentaire de bonne qualité. Le tournesol est, avec le colza et l'olivier, l'une des trois sources principales d'huile alimentaire en Europe.
Normandie

La Normandie est un ancien pays d’Europe du nord-ouest de la France qui occupa tout d’abord la basse vallée de la Seine en 911, puis Le Mans et Bayeux en 924, le Cotentin, l’Avranchin et les îles de la Manche en 933. Duché de 911 à 1204, la partie insulaire (anglo-normande) de la Normandie, hormis Chausey, a formé les bailliages de Jersey et de Guernesey tandis que sa partie continentale (française) est devenue une province historique française après 1204.
Très stables, les frontières continentales de cette ancienne province concordent assez fidèlement, hormis quelques territoires incorporés aux actuelles Eure-et-Loir, Mayenne, Oise et Sarthe lors de la création des généralités et quelques communes enclavées échangées avec la Mayenne après la création des départements à la Révolution, avec le Calvados, l’Eure, la Manche, l’Orne et la Seine-Inférieure.
À l’époque contemporaine, la Normandie demeure un espace géographico-culturel dont trois collectivités territoriales portent le nom en partage : les deux régions administratives, sous souveraineté française, de Haute-Normandie et de Basse-Normandie ; le duché de Normandie, composé des bailliages de Jersey et de Guernesey, sur lequel les monarques de Grande-Bretagne exercent la souveraineté sous le titre de « duc de Normandie .
Très stables, les frontières continentales de cette ancienne province concordent assez fidèlement, hormis quelques territoires incorporés aux actuelles Eure-et-Loir, Mayenne, Oise et Sarthe lors de la création des généralités et quelques communes enclavées échangées avec la Mayenne après la création des départements à la Révolution, avec le Calvados, l’Eure, la Manche, l’Orne et la Seine-Inférieure.
À l’époque contemporaine, la Normandie demeure un espace géographico-culturel dont trois collectivités territoriales portent le nom en partage : les deux régions administratives, sous souveraineté française, de Haute-Normandie et de Basse-Normandie ; le duché de Normandie, composé des bailliages de Jersey et de Guernesey, sur lequel les monarques de Grande-Bretagne exercent la souveraineté sous le titre de « duc de Normandie .
Rue de Siam

La rue de Siam est l’artère principale du centre-ville de Brest. Elle doit son nom au débarquement de trois ambassadeurs du roi de Siam dans ce port, le 18 juin 1686. Accompagnés de six mandarins, trois interprètes, deux secrétaires et une vingtaine de domestiques, chargés de nombreux présents, ils venaient rendre visite au roi Louis XIV à Versailles. Venus par mer, ils avaient voyagé à bord de l’Oiseau et de la Maligne.
Empruntant à pied la rue Saint-Pierre pour se rendre à l’hôtel du même nom, ils émerveillèrent les Brestois qui rebaptisèrent leur rue. À noter que la rue de Siam d’avant la Seconde Guerre mondiale était bien plus étroite que la rue de Siam d’aujourd'hui.
Elle est citée par Jacques Prévert dans son poème Barbara
Empruntant à pied la rue Saint-Pierre pour se rendre à l’hôtel du même nom, ils émerveillèrent les Brestois qui rebaptisèrent leur rue. À noter que la rue de Siam d’avant la Seconde Guerre mondiale était bien plus étroite que la rue de Siam d’aujourd'hui.
Elle est citée par Jacques Prévert dans son poème Barbara
Histoire récente
La rue de Siam commence d'un côté du pont de Recouvrance qui enjambe la Penfeld. Recouvrance est un quartier populaire, celui du vieux Brest qui contraste avec la rue de Siam où, dans les années 1950-1960, se trouvaient les boutiques et les cafés chics de la ville. Dans le bas de la rue de Siam, il y avait à droite le café de l'Epée et à gauche le restaurant Les Antilles. Les aspirants et officiers de toutes nationalités prenaient l'apéritif à l'Epée puis traversaient la rue de Siam pour aller dîner aux Antilles.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)